ประวัติศาสตร์ของอนันตนคร
ประวัติศาสตร์ของอนันตนคร
ที่มา: บันทึกของโมราจ เซคไพน์
เรียบเรียงใหม่โดย ส่องฟ้า เอกอนันตรา
อนันตนครเริ่มจัดตั้งขึ้นโดยคณะบุคคลที่ได้รับการยอมรับในชั้นเซียนในแขนงต่างๆ 4 ท่าน คือ
1. เซียนเวท เอกภพ เอกอนันตรา
2. เซียนอาวุธ ศาสตรา เจนศึก
3. เซียนดนตรี เมโลดี้ ออรเคสตร้า
4. เซียนพลัง พาวเวลล์ ไวเจอเรียส
โดยทั้งสี่ท่านได้เดินทางมาจากดินแดนอันแสนไกล ต่างมิติ ต่างภพ บ้างว่าเป็นการพลัดหลงมาของทั้ง 4 ท่านโดยบังเอิญ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อทั้งสี่ได้ตรวจสอบและมั่นใจแล้วว่าดินแดนใหม่ที่ค้นพบนี้ เหมาะสำหรับการลงหลักปักฐาน ท่านทั้งหมดจึงได้เดินทางกลับไปยังมิติบ้านเกิดเมืองนอน ซึ่งในขณะนั้น กำลังได้รับผลกระทบจากสงครามที่ถือกำเนิดโดยคนบางกลุ่มที่มีความคิดชั่วช้า หมกมุ่นในอำนาจ พวกท่านทั้งหมดได้รวบรวมเอาเหล่าผู้คนที่ประสงค์จะร่วมเดินทางแสวงหาที่อยู่ใหม่ หลีกลี้จากภัยสงคราม และความอดอยาก ความทุกข์เข็ญที่พวกเขาต้องเผชิญนั้นมากพอที่จะผลักดันให้ทุกคนมีความคิดที่จะไปตายเอาดาบหน้า ถึงแม้บางคนจะยังไม่เชิญถือในคำของทั้ง 4 ท่าน แต่ก็หวังว่าอย่างน้อย ตนเองได้พยายามหลีกหนีพ้นจากหายนะตรงหน้าแล้ว
คนจำนวนสี่พันกว่าคนที่ร่วมเดินทางมากับท่านเซียนทั้ง 4 นั้น ได้พบว่าตัวเองตัดสินใจได้ถูกต้องแล้ว ดินแดนแห่งนี้ มีอาณาเขตอันกว้างใหญ่ไพศาล สุดลูกหูลูกตา ดินแดนทั้งหมด เท่าที่จะทำการสำรวจได้ สิ้นสุดลงที่ ด้านเหนือจรดเทือกเขากว้างใหญ่ โอบล้อมบริเวณที่ราบไว้ สุดไปทางตะวันออกจะเป็นลำน้ำใหญ่ที่ไหลลงมาจากเขาทางด้านเหนือ ซึ่งได้แตกสาขาเป็นแม่น้ำไหลหล่อเลี้ยงผืนที่ราบอันกว้างใหญ่ตรงใจกลางแห่งนี้ ทางทิศตะวันตก ผืนที่ราบนี้สิ้นสุดที่ชายป่าดงดิบมืดครึ้ม ส่วนทางทิศใต้กลับกลายเป็นราบสุดลูกลูกตา ซึ่งจนบัดนี้ยังไม่เคยมีผู้ใดที่จะอาจหาญออกไปสำรวจอีกว่ามันจะสุดลงที่ใด บ้างว่า เคยมีคนลองอยู่เหมือนกัน แต่ก็จนปัญญาที่จะฝืนเดินทางต่อ เพราะหาได้พบจุดสิ้นสุดของที่ราบดังกล่าวไม่ มีเพียงกระแสข่าวลือที่กล่าวถึงดินแดนอีกแห่ง ที่ก่อตั้งมาก่อนหน้า แต่ยังไม่มีใครหาญกล้าไป
ผู้อพยพทั้งหมดต่างพากันแบ่งสรรปันส่วนพื้นที่ให้กันและกันอย่างเท่าเทียม โดยมีท่านเซียนทั้ง 4 คอยดูแลอยู่อย่างใกล้ชิด เพื่อกันไม่ให้เกิดความแตกแยก หรือทะเลาะเบาะแว้งกัน อย่างไรก็ดี ในบรรดาผู้อพยพ ซึ่งมีคนทุกประเภท ทุกชนชั้น ทุกเผ่าพันธุ์ การกระทบกระทั่ง การแบ่งพรรคแบ่งพวกก็มีบ้าง จนในที่สุด ก็ได้มีมติให้แบ่งดินแดนแห่งนี้ออกเป็น 4 ส่วน ตามกลุ่มของผู้คนที่เดินทางร่วมกันมา
กลุ่มแรกคือผู้ที่มาจากดินแดนทางเหนือเดิม ซึ่งมีนิสัยรักอิสระ ไม่ชอบอยู่ใต้อำนาจใคร แต่ก็สามัคคีกันดีในหมู่คนที่ถือเป็นชนเผ่าเดียวกัน ได้ขอไปอาศัยอยู่ทางทิศใต้ ในอาณาบริเวณอันไม่มีที่สิ้นสุดของที่ราบแห่งนี้
กลุ่มที่ 2 คือเหล่ามนุษย์ร่างยักษ์ จากดินแดนทางตะวันตกเดิม คนเหล่านี้เป็นพวกรักสันโดษ ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับกิจการความยุ่งยาก และขอแยกตัวออกไปหาที่ทางของตนทางชายป่าทางตะวันตกของที่ราบ ไปจรดถึงเทือกเขาใหญ่ทางทิศเหนือ
กลุ่มที่ 3 คือเหล่ามนุษย์ร่างเล็ก จากดินแดนทางทิศตะวันออกเดิม เชื่อกันว่ามีผู้คนหลายประเภทในกลุ่มนี้ และยังนับได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่มีความสามารถในทักษะต่างๆ เหลือล้นนักเลือกที่จะไปอยู่ทางตะวันออกดินแดนริมฝั่งแม่น้ำใหญ่
และกลุ่มสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ ซึ่งมีทั้งผู้คนจากทุกสารทิศ ทุกเผ่าพันธุ์ ก็ร่วมใจกันตั้งเมืองขึ้นตรงจุดที่เขาทั้งหลายได้เดินทางมาถึงนั่นเอง และที่จุดนี้เอง พวกเขาได้ร่วมกันสร้างอนุสรณ์สถานเอาไว้ เป็นรูปปั้นของผู้นำทั้ง 4 และกั้นพื้นที่ดังกล่าวไว้เป็นจัตุรัสกลางเมืองใหญ่ ผู้คนที่เหลือต่างพากันแยกย้ายไปกับครอบครัว และเผ่าพันธุ์ของตนเองเพื่อก่อตั้งบ้านเรือนและจัดสรรอาณาเขตของตน โดยทั้ง 4 ผู้นำต่างก็พากันแยกย้ายไปด้วยเช่นกัน
หนึ่งปีต่อมา ผู้นำทั้งสี่ได้ส่งสาส์นถึงบรรดาผู้อพยพทุกคนให้มาชุมนุมกันที่จัตุรัสเมืองเพื่อเริ่มการจัดตั้งดินแดนให้เป็นที่แน่นอน รวมถึงการกำหนดชื่อ และก่อตั้งสภาขึ้นเพื่อดูแลทุกข์สุขของประชากรในดินแดนใหม่นี้ทุกคน ในเวลานั้น ผู้อพยพทุกคนได้ลงหลักปักฐานและได้รวมกันเป็นหมู่คณะในเขตที่พักอาศัยของตนเองกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตลอดจนเพื่อให้ง่ายต่อการดำรงชีวิต ผู้ที่เคยมีความสามารถในด้านต่างๆ ก็ได้จัดตั้งห้างร้านของตนเอาไว้เพื่อให้บริการ และทำมาค้าขาย ท่านผู้นำทั้งสี่เล็งเห็นว่าหากปล่อยเอาไว้ อาจก่อให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยกับดินแดนเดิมที่ทั้งหมดจากมาได้ จึงตกลงใจร่วมกันสร้างบรรทัดฐานในการดำรงชีวิตให้กับทุกคน แต่นั่นยอมขึ้นอยู่กับความต้องการและความเต็มใจของประชากรทุกคนด้วย
ในเวลาเพียง 1 ปี จำนวนประชากรดูเหมือนจะเพิ่มจำนวนขึ้นมามาก จึงได้มีการให้จัดทำสำมะโนครัวประชากรเอาไว้ และเมื่อการชุมนุมสิ้นสุดลง ท่ามกลางความพอใจของทุกหมู่เหล่า ก็ได้มีการสถาปนาดินแดนนี้ขึ้น และให้ชื่อว่า อนันตนคร ตามชื่อผู้นำคนที่ 1 ซึ่งเป็นเสมือนหัวหน้าของนักเดินทาง เทือกเขาทางทิศเหนือถูกขนานนามว่า อนันตคีรี สายน้ำใหญ่ทางทิศตะวันออก คือ มหานทีออเคสตร้า ป่าดิบด้านตะวันตก ให้เรียกว่า ป่าเจนศึก ส่วนพื้นที่ราบสุดลูกหูลูกตาทางทิศใต้ ได้ชื่อ ที่ราบไวเจอร์ ตามชื่อเหล่าผู้นำทั้ง 4 จากนั้นก็ถึงคราวของสถานที่ต่างๆ รวมไปถึงกำหนดจุดตำแหน่งในทางภูมิศาสตร์ โดยได้มอบหมายให้นายคาร์เต้ สเกล่า เป็นผู้เดินทางวาดแผนที่โดยรอบดินแดนอนันตคีรี
และในวันครบรอบ 1 ปีของการเดินทางนี้เองที่อนันตสภา สภาสูงที่จะประกอบไปด้วยตัวแทนจากเขตแดนทั้ง 4 ของอนันตนคร ได้ออกประกาศให้เริ่มนับวันเดือนปี โดยกำหนดให้เป็นวันที่ 1 มกราคม อนันตศักราชที่ 1 และจากนั้นก็ได้ร่วมกันออกกฎหมายกลางเพื่อให้ความเป็นธรรมสูงสุดแก่ประชากร โดยแบ่งการปกครองให้แต่ละเขตแดนปกครองตนเอง โดยให้มีคณะกรรมการปกครอง 4 คนในแต่ละเขตแดน ร่วมกันรับผิดชอบในการจัดระเบียบ และดูแลทุกข์สุขของประชากรในเขตแดนของตน
ผู้นำทั้งสี่ไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการของอนันตสภามากนักเพียงแต่คอยเป็นที่ปรึกษาหากมีเหตุการณ์ใดๆ ที่ออกจะอยู่เหนือการควบคุมของทางสภา เช่นเมื่อคราวเกิดความขัดแย้งระหว่างแดนจีอันทาทางตะวันตกกับเขตแดนของชนเผ่ายิปซีทางใต้ จนเกิดสงครามระหว่างเขตแดนขึ้นมา ในปี 1463 ซึ่งในครั้งนั้นถือว่าเป็นสงครามอนันตนครครั้งที่ 1 และอีกครั้งในปี 2822 เมื่อเหล่าเผ่าพันธุ์วิเศษที่มีอยู่แต่เดิมในดินแดนอนันตนครแห่งนี้ได้ลุกฮือขึ้นโจมตีไมเนอร์เอเรีย เขตแดนทางตะวันออก เมื่อเผ่าพันธุ์วิเศษเห็นว่าประชากรไมเนอร์เอเรียได้ลุกล้ำทำลายธรรมชาติอันเป็นแหล่งพักอาศัยมากจนเกินไปแล้ว
จากรุ่นสู่รุ่น อนันตนครได้เติบใหญ่ขึ้น จนในปัจจุบันนี้มีความเจริญอย่างมาก เขตแดนต่างๆ ภายในเมืองแยกออกจากกันเป็นเอกเทศ แต่ละส่วนต่างก็มีชื่อเสียงในแบบของตนแตกต่างกัน
เมืองกลาง หรือที่ตั้งของจัตุรัสอนันตรานั้น ถือว่าเป็นสถานที่รวบรวมทุกสิ่งอย่างของอนันตนคร ผู้คนทุกเผ่าพันธุ์อยู่ร่วมกันอย่างสงบภายใต้การดูแลของสภาสูง
แดนจีอันทา เขตแดนทางป่าเจนศึก ได้ชื่อว่ามีความแข็งแกร่งทางด้านกองกำลังอย่างที่สุด อาวุธยุทโธปกรณ์ของจีอันทานั้นถือว่าเป็นเลิศที่สุด หากมีการทำสงครามระหว่างเขตแดนกันจริง เป็นที่แน่นอนว่าจีอันทาจะต้องเป็นฝ่ายชนะ
ไมเนอร์เอเรีย แถบมหานทีออเคสตร้านั้น เป็นดินแดนแห่งเสียงเพลงที่ขับกล่อมนักเดินทางทุกผู้ทุกคน แต่อย่าได้ประเมินความสามารถของประชากรในถิ่นนี้ต่ำนัก เพราะเมื่อถึงเวลาเอาจริง ไมเนอร์เอเรียก็ไม่เคยก้มหัวให้ใคร ดินแดนแถบนี้ขึ้นชื่อว่ามีเผ่าพันธุ์วิเศษดั้งเดิมทั้งหลายของอนันตนคร สืบเชื้อสายดำรงชีวิตร่วมกันมนุษย์มากที่สุด
ชนเผ่ายิปซี แห่งที่ราบไวเจอร์ ถึงแม้จะไม่ค่อยนิยมการสร้างเมืองไว้เป็นหลักแหล่ง แต่ก็มีบางพวกที่สร้างหมู่บ้านเป็นการถาวร กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในบริเวณที่ราบ เปรียบได้ว่าเขตแดนฝั่งนี้อ่อนแอที่สุดในเขตแดนทั้งหมดก็ว่าได้หากจะมีการสู้รบกันจริง แต่กระนั้น ชนเผ่ายิปซีก็มีความลึกลับมากมายที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ความอ่อนแอ ว่ากันว่า พลังของคนในแถบนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นมาภายใต้การดูแลของเซียนพลัง พาวเวลล์ ไวเจอเรียสเองเลยทีเดียว ถึงจะดูอ่อนแอแต่พวกเขาก็สามารถทำลายกองทัพย่อยๆ ที่ประสงค์จะบุกหมู่บ้านเล็กๆ ของพวกเขาได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ทั้ง 4 เขตแดนนั้น ถูกตั้งขึ้นมาให้คานอำนาจกันเองตามความคิดของท่านเซียนทั้ง 4 ที่ถึงแม้จะเบาใจว่าประชากรทุกคนอยู่อย่างสงบในดินแดนแห่งใหม่ แต่ก็ยังไม่วายเป็นกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์อย่างสงครามระหว่างเขตแดนได้
อนันตนครจึงจำเป็นจะต้องมีสภาสูงที่คอยเป็นผู้ดูแลและคานอำนาจระหว่างผู้นำของเขตแดนต่างๆ ให้อยู่ในระบบเอาไว้ เพื่อความสงบสุขและสันติภาพแห่งอนันตนครสืบต่อไป







