Thursday May 06, 2010 at 14:55

1 note

For our little show

Comments

Monday April 26, 2010 at 1:44

1 note

ประวัติศาสตร์ของอนันตนคร

ประวัติศาสตร์ของอนันตนคร

ที่มา: บันทึกของโมราจ เซคไพน์

เรียบเรียงใหม่โดย ส่องฟ้า เอกอนันตรา

อนันตนครเริ่มจัดตั้งขึ้นโดยคณะบุคคลที่ได้รับการยอมรับในชั้นเซียนในแขนงต่างๆ 4 ท่าน คือ

1. เซียนเวท เอกภพ เอกอนันตรา

2. เซียนอาวุธ ศาสตรา เจนศึก

3. เซียนดนตรี เมโลดี้ ออรเคสตร้า

4. เซียนพลัง พาวเวลล์ ไวเจอเรียส

โดยทั้งสี่ท่านได้เดินทางมาจากดินแดนอันแสนไกล ต่างมิติ ต่างภพ บ้างว่าเป็นการพลัดหลงมาของทั้ง 4 ท่านโดยบังเอิญ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อทั้งสี่ได้ตรวจสอบและมั่นใจแล้วว่าดินแดนใหม่ที่ค้นพบนี้ เหมาะสำหรับการลงหลักปักฐาน ท่านทั้งหมดจึงได้เดินทางกลับไปยังมิติบ้านเกิดเมืองนอน ซึ่งในขณะนั้น กำลังได้รับผลกระทบจากสงครามที่ถือกำเนิดโดยคนบางกลุ่มที่มีความคิดชั่วช้า หมกมุ่นในอำนาจ พวกท่านทั้งหมดได้รวบรวมเอาเหล่าผู้คนที่ประสงค์จะร่วมเดินทางแสวงหาที่อยู่ใหม่ หลีกลี้จากภัยสงคราม และความอดอยาก ความทุกข์เข็ญที่พวกเขาต้องเผชิญนั้นมากพอที่จะผลักดันให้ทุกคนมีความคิดที่จะไปตายเอาดาบหน้า ถึงแม้บางคนจะยังไม่เชิญถือในคำของทั้ง 4 ท่าน แต่ก็หวังว่าอย่างน้อย ตนเองได้พยายามหลีกหนีพ้นจากหายนะตรงหน้าแล้ว

คนจำนวนสี่พันกว่าคนที่ร่วมเดินทางมากับท่านเซียนทั้ง 4 นั้น ได้พบว่าตัวเองตัดสินใจได้ถูกต้องแล้ว ดินแดนแห่งนี้ มีอาณาเขตอันกว้างใหญ่ไพศาล สุดลูกหูลูกตา ดินแดนทั้งหมด เท่าที่จะทำการสำรวจได้ สิ้นสุดลงที่ ด้านเหนือจรดเทือกเขากว้างใหญ่ โอบล้อมบริเวณที่ราบไว้ สุดไปทางตะวันออกจะเป็นลำน้ำใหญ่ที่ไหลลงมาจากเขาทางด้านเหนือ ซึ่งได้แตกสาขาเป็นแม่น้ำไหลหล่อเลี้ยงผืนที่ราบอันกว้างใหญ่ตรงใจกลางแห่งนี้ ทางทิศตะวันตก ผืนที่ราบนี้สิ้นสุดที่ชายป่าดงดิบมืดครึ้ม ส่วนทางทิศใต้กลับกลายเป็นราบสุดลูกลูกตา ซึ่งจนบัดนี้ยังไม่เคยมีผู้ใดที่จะอาจหาญออกไปสำรวจอีกว่ามันจะสุดลงที่ใด บ้างว่า เคยมีคนลองอยู่เหมือนกัน แต่ก็จนปัญญาที่จะฝืนเดินทางต่อ เพราะหาได้พบจุดสิ้นสุดของที่ราบดังกล่าวไม่ มีเพียงกระแสข่าวลือที่กล่าวถึงดินแดนอีกแห่ง ที่ก่อตั้งมาก่อนหน้า แต่ยังไม่มีใครหาญกล้าไป

ผู้อพยพทั้งหมดต่างพากันแบ่งสรรปันส่วนพื้นที่ให้กันและกันอย่างเท่าเทียม โดยมีท่านเซียนทั้ง 4 คอยดูแลอยู่อย่างใกล้ชิด เพื่อกันไม่ให้เกิดความแตกแยก หรือทะเลาะเบาะแว้งกัน อย่างไรก็ดี ในบรรดาผู้อพยพ ซึ่งมีคนทุกประเภท ทุกชนชั้น ทุกเผ่าพันธุ์ การกระทบกระทั่ง การแบ่งพรรคแบ่งพวกก็มีบ้าง จนในที่สุด ก็ได้มีมติให้แบ่งดินแดนแห่งนี้ออกเป็น 4 ส่วน ตามกลุ่มของผู้คนที่เดินทางร่วมกันมา 

กลุ่มแรกคือผู้ที่มาจากดินแดนทางเหนือเดิม ซึ่งมีนิสัยรักอิสระ ไม่ชอบอยู่ใต้อำนาจใคร แต่ก็สามัคคีกันดีในหมู่คนที่ถือเป็นชนเผ่าเดียวกัน ได้ขอไปอาศัยอยู่ทางทิศใต้ ในอาณาบริเวณอันไม่มีที่สิ้นสุดของที่ราบแห่งนี้ 

กลุ่มที่ 2 คือเหล่ามนุษย์ร่างยักษ์ จากดินแดนทางตะวันตกเดิม คนเหล่านี้เป็นพวกรักสันโดษ ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับกิจการความยุ่งยาก และขอแยกตัวออกไปหาที่ทางของตนทางชายป่าทางตะวันตกของที่ราบ ไปจรดถึงเทือกเขาใหญ่ทางทิศเหนือ

กลุ่มที่ 3 คือเหล่ามนุษย์ร่างเล็ก จากดินแดนทางทิศตะวันออกเดิม เชื่อกันว่ามีผู้คนหลายประเภทในกลุ่มนี้ และยังนับได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่มีความสามารถในทักษะต่างๆ เหลือล้นนักเลือกที่จะไปอยู่ทางตะวันออกดินแดนริมฝั่งแม่น้ำใหญ่

และกลุ่มสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ ซึ่งมีทั้งผู้คนจากทุกสารทิศ ทุกเผ่าพันธุ์ ก็ร่วมใจกันตั้งเมืองขึ้นตรงจุดที่เขาทั้งหลายได้เดินทางมาถึงนั่นเอง และที่จุดนี้เอง พวกเขาได้ร่วมกันสร้างอนุสรณ์สถานเอาไว้ เป็นรูปปั้นของผู้นำทั้ง 4 และกั้นพื้นที่ดังกล่าวไว้เป็นจัตุรัสกลางเมืองใหญ่ ผู้คนที่เหลือต่างพากันแยกย้ายไปกับครอบครัว และเผ่าพันธุ์ของตนเองเพื่อก่อตั้งบ้านเรือนและจัดสรรอาณาเขตของตน โดยทั้ง 4 ผู้นำต่างก็พากันแยกย้ายไปด้วยเช่นกัน

หนึ่งปีต่อมา ผู้นำทั้งสี่ได้ส่งสาส์นถึงบรรดาผู้อพยพทุกคนให้มาชุมนุมกันที่จัตุรัสเมืองเพื่อเริ่มการจัดตั้งดินแดนให้เป็นที่แน่นอน รวมถึงการกำหนดชื่อ และก่อตั้งสภาขึ้นเพื่อดูแลทุกข์สุขของประชากรในดินแดนใหม่นี้ทุกคน ในเวลานั้น ผู้อพยพทุกคนได้ลงหลักปักฐานและได้รวมกันเป็นหมู่คณะในเขตที่พักอาศัยของตนเองกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตลอดจนเพื่อให้ง่ายต่อการดำรงชีวิต ผู้ที่เคยมีความสามารถในด้านต่างๆ ก็ได้จัดตั้งห้างร้านของตนเอาไว้เพื่อให้บริการ และทำมาค้าขาย ท่านผู้นำทั้งสี่เล็งเห็นว่าหากปล่อยเอาไว้ อาจก่อให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยกับดินแดนเดิมที่ทั้งหมดจากมาได้ จึงตกลงใจร่วมกันสร้างบรรทัดฐานในการดำรงชีวิตให้กับทุกคน แต่นั่นยอมขึ้นอยู่กับความต้องการและความเต็มใจของประชากรทุกคนด้วย

ในเวลาเพียง 1 ปี จำนวนประชากรดูเหมือนจะเพิ่มจำนวนขึ้นมามาก จึงได้มีการให้จัดทำสำมะโนครัวประชากรเอาไว้ และเมื่อการชุมนุมสิ้นสุดลง ท่ามกลางความพอใจของทุกหมู่เหล่า ก็ได้มีการสถาปนาดินแดนนี้ขึ้น และให้ชื่อว่า อนันตนคร ตามชื่อผู้นำคนที่ 1 ซึ่งเป็นเสมือนหัวหน้าของนักเดินทาง เทือกเขาทางทิศเหนือถูกขนานนามว่า อนันตคีรี สายน้ำใหญ่ทางทิศตะวันออก คือ มหานทีออเคสตร้า ป่าดิบด้านตะวันตก ให้เรียกว่า ป่าเจนศึก ส่วนพื้นที่ราบสุดลูกหูลูกตาทางทิศใต้ ได้ชื่อ ที่ราบไวเจอร์ ตามชื่อเหล่าผู้นำทั้ง 4 จากนั้นก็ถึงคราวของสถานที่ต่างๆ รวมไปถึงกำหนดจุดตำแหน่งในทางภูมิศาสตร์ โดยได้มอบหมายให้นายคาร์เต้ สเกล่า เป็นผู้เดินทางวาดแผนที่โดยรอบดินแดนอนันตคีรี 

และในวันครบรอบ 1 ปีของการเดินทางนี้เองที่อนันตสภา สภาสูงที่จะประกอบไปด้วยตัวแทนจากเขตแดนทั้ง 4 ของอนันตนคร ได้ออกประกาศให้เริ่มนับวันเดือนปี โดยกำหนดให้เป็นวันที่ 1 มกราคม อนันตศักราชที่ 1 และจากนั้นก็ได้ร่วมกันออกกฎหมายกลางเพื่อให้ความเป็นธรรมสูงสุดแก่ประชากร โดยแบ่งการปกครองให้แต่ละเขตแดนปกครองตนเอง โดยให้มีคณะกรรมการปกครอง 4 คนในแต่ละเขตแดน ร่วมกันรับผิดชอบในการจัดระเบียบ และดูแลทุกข์สุขของประชากรในเขตแดนของตน

ผู้นำทั้งสี่ไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการของอนันตสภามากนักเพียงแต่คอยเป็นที่ปรึกษาหากมีเหตุการณ์ใดๆ ที่ออกจะอยู่เหนือการควบคุมของทางสภา เช่นเมื่อคราวเกิดความขัดแย้งระหว่างแดนจีอันทาทางตะวันตกกับเขตแดนของชนเผ่ายิปซีทางใต้ จนเกิดสงครามระหว่างเขตแดนขึ้นมา ในปี 1463 ซึ่งในครั้งนั้นถือว่าเป็นสงครามอนันตนครครั้งที่ 1  และอีกครั้งในปี 2822 เมื่อเหล่าเผ่าพันธุ์วิเศษที่มีอยู่แต่เดิมในดินแดนอนันตนครแห่งนี้ได้ลุกฮือขึ้นโจมตีไมเนอร์เอเรีย เขตแดนทางตะวันออก เมื่อเผ่าพันธุ์วิเศษเห็นว่าประชากรไมเนอร์เอเรียได้ลุกล้ำทำลายธรรมชาติอันเป็นแหล่งพักอาศัยมากจนเกินไปแล้ว

จากรุ่นสู่รุ่น อนันตนครได้เติบใหญ่ขึ้น จนในปัจจุบันนี้มีความเจริญอย่างมาก เขตแดนต่างๆ ภายในเมืองแยกออกจากกันเป็นเอกเทศ แต่ละส่วนต่างก็มีชื่อเสียงในแบบของตนแตกต่างกัน

เมืองกลาง หรือที่ตั้งของจัตุรัสอนันตรานั้น ถือว่าเป็นสถานที่รวบรวมทุกสิ่งอย่างของอนันตนคร ผู้คนทุกเผ่าพันธุ์อยู่ร่วมกันอย่างสงบภายใต้การดูแลของสภาสูง

แดนจีอันทา เขตแดนทางป่าเจนศึก ได้ชื่อว่ามีความแข็งแกร่งทางด้านกองกำลังอย่างที่สุด อาวุธยุทโธปกรณ์ของจีอันทานั้นถือว่าเป็นเลิศที่สุด หากมีการทำสงครามระหว่างเขตแดนกันจริง เป็นที่แน่นอนว่าจีอันทาจะต้องเป็นฝ่ายชนะ

ไมเนอร์เอเรีย แถบมหานทีออเคสตร้านั้น เป็นดินแดนแห่งเสียงเพลงที่ขับกล่อมนักเดินทางทุกผู้ทุกคน แต่อย่าได้ประเมินความสามารถของประชากรในถิ่นนี้ต่ำนัก เพราะเมื่อถึงเวลาเอาจริง ไมเนอร์เอเรียก็ไม่เคยก้มหัวให้ใคร ดินแดนแถบนี้ขึ้นชื่อว่ามีเผ่าพันธุ์วิเศษดั้งเดิมทั้งหลายของอนันตนคร สืบเชื้อสายดำรงชีวิตร่วมกันมนุษย์มากที่สุด

ชนเผ่ายิปซี แห่งที่ราบไวเจอร์ ถึงแม้จะไม่ค่อยนิยมการสร้างเมืองไว้เป็นหลักแหล่ง แต่ก็มีบางพวกที่สร้างหมู่บ้านเป็นการถาวร กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในบริเวณที่ราบ เปรียบได้ว่าเขตแดนฝั่งนี้อ่อนแอที่สุดในเขตแดนทั้งหมดก็ว่าได้หากจะมีการสู้รบกันจริง แต่กระนั้น ชนเผ่ายิปซีก็มีความลึกลับมากมายที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ความอ่อนแอ ว่ากันว่า พลังของคนในแถบนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นมาภายใต้การดูแลของเซียนพลัง พาวเวลล์ ไวเจอเรียสเองเลยทีเดียว ถึงจะดูอ่อนแอแต่พวกเขาก็สามารถทำลายกองทัพย่อยๆ ที่ประสงค์จะบุกหมู่บ้านเล็กๆ ของพวกเขาได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ทั้ง 4 เขตแดนนั้น ถูกตั้งขึ้นมาให้คานอำนาจกันเองตามความคิดของท่านเซียนทั้ง 4 ที่ถึงแม้จะเบาใจว่าประชากรทุกคนอยู่อย่างสงบในดินแดนแห่งใหม่ แต่ก็ยังไม่วายเป็นกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์อย่างสงครามระหว่างเขตแดนได้

อนันตนครจึงจำเป็นจะต้องมีสภาสูงที่คอยเป็นผู้ดูแลและคานอำนาจระหว่างผู้นำของเขตแดนต่างๆ ให้อยู่ในระบบเอาไว้ เพื่อความสงบสุขและสันติภาพแห่งอนันตนครสืบต่อไป

Comments

Sunday April 11, 2010 at 8:14

422 notes

I’d have to say, I’ve always enjoyed watching all of your vids. Maybe, it’s just that people are losing their senses of humors or something. Just push those comments away, out of your mind and think positively.

shanedawsonblog:

leave some thoughts! thanks :) 

This post was reblogged from ShaneDawson.

Comments

Sunday April 11, 2010 at 3:39

16 notes

ใจดีทีวี ตอน ไทยคำอังกฤษคำ

An absolute hilarious vid!

Comments

Thursday April 08, 2010 at 11:14

3 notes

เพิ่งเคยเห็นเล่มอื่นๆ…. เลวชาติมากพวกนี้ ขออนุญาตรีบล๊อกนะครับ คุณองุ่น

jdai08:

เพื่ออะไร??????  ปล่อยให้มีการตีพิมพ์หนังสือ (ที่มีหน้าปกแบบนี้) เพื่ออะไร?????

ปล่อยให้มีการวางขายบนห้าง  แม้หนังสือจะมีลักษณะเป็นการจัดตีพิมพ์เอง แต่สมควรปล่อยให้มีการเผยแพร่

ถึงสาธารณชน ง่ายๆ  งั้นหรือ??????????????????

This post was reblogged from jdai08 ^____^.

Comments

Saturday April 03, 2010 at 22:33

My New Ideal Couple!

My New Ideal Couple!

Comments

Saturday April 03, 2010 at 21:12

2 notes
“ไม่มีอำมาตย์ ไม่มีไพร่ มีแต่ปวงชนชาวไทย ของในหลวง”
Comments

Friday April 02, 2010 at 23:06

1 note
Comments

Sunday March 28, 2010 at 2:33

4 notes

เวิ่นเว้อต่อเนื่อง

ไม่ได้อัพทำเบลอมานานมากพอสมควร วันนี้ได้ที เลยขอพิมพ์อะไรเล่นๆ เสียหน่อย

เมื่อวันที่ 25 ที่ผ่านมา ก็ได้ไปร่วมงานประกาศผลรางวัล nine entertain awards มา งานนี้มีเซอร์ไพรส์ ที่ถึงแม้จะรู้ล่วงหน้าว่าผู้ชายที่เราปลาบปลื้มสองคนจะได้ออกงานร่วมกัน ก็ไม่ได้คาดคิดเลยว่าเขาสองคนจะควงคู่กันมางานนี้ เรียกได้ว่า คุณบอยรู้ใจ รู้กระแส เอ๊ะ หรืออินเนอร์ของท่านเจ้าเรือนพชรานุชิตทั้งคู่จะเรียกร้องจนบระเจ๊าบอยเห็นใจกันหนอ

ต้องย้อนความว่า ผมต้องไปยืนตากแดดเกือบ 3 ชั่วโมง เพื่อให้ได้มาซึ่งบัตรเข้างานนี้ ร้อนตับแลบ ผ้าเย็นเปียกๆ แห้งแล้วแห้งอีก (เอาไปชุบน้ำใหม่ 3-4 รอบ)

สมดังใจ ได้ไปร่วมงาน นัดเพื่อนฝูงพี่น้องชาวเรือนแลใต้ถุนเรือน รวมตัวกันได้ก็ถึงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ราวๆ 4 โมงเย็น ตากแดด ทนร้อน กันไปอีก ยัน 1 ทุ่ม เจริญพร อสมท. ถ้าคุณจะให้พวกผมเข้างานหลังจากศิลปิน ดารา นักแสดงมาถึงงานหมดแล้ว ครั้งหน้ากรุณาไม่ต้องแยกประเภทบัตรหรอกนะครับ

อย่างไรก็ตาม งานนี้ ฟินกันถ้วนหน้าครับ ท่านเจ้าเรือนสนองตัณหา เอ๊ย สนองจินตนาการแลความต้องการของเหล่าบ่าวไพร่ และชาว อบต. บ้านจิ้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ คงไม่ต้องเล่าอะไรมากมาย คาดว่าทุกคนคงจะผ่านหูผ่านตากับคลิปต่างๆ แลรูปทั้งหลายที่ปรากฎออกมาหลังงานแล้ว

ขอบคุณ อบต. บ้านจิ้น โดยเฉพาะท่านเจ้าแม่บี มือคลิป
ขอบคุณ ผู้หญิง…แอบร้าย พี่เป้ คิมิ และหลากหลายช่างภาพครับ

ต่อจากงานประกาศรางวัลของ อสมท. เราก็ได้มาตามงานของท่านเจ้าใหญ่ ในฐานะพิธีกรในงานเปิดตัว IEC 3G ที่สยามพารากอน ผมไปสาย แต่ก็ทันได้เห็นความสามารถอันเปี่ยมล้นของท่านเจ้า และความน่ารักน่าเคี้ยว เอ๊ย สดใส ของเจ้าหนุ่มน้อยวัยละอ่อน สิงโต เดอะสตาร์ 5 

อีกครั้งที่ท่านเจ้าใหญ่สนองตัณหาของพวกเรา…
ขอบคุณครับ พี่โอ

ไม่ได้อัพทำเบลอนี้ เพื่อรายงานแห้ง เพราะฉะนั้น ไปหาอ่านกันเอาเองในเรือน มวะฮ่าฮ่าฮ่าส์

จุดประสงค์หลักของเวิ่นเว้อต่อเนื่องในวันนี้ มาจากการที่ผมได้เปิดหนังสือพิมพ์อ่าน มันเป็นธรรมเนียมไปเสียแล้ว ที่ถึงแม้ว่าผมจะเป็นคนที่ได้จับหนังสือพิมพ์ประจำวันเป็นคนแรกของตึก แต่จะเป็นคนสุดท้ายที่ได้อ่านมัน วันนี้ก็เช่นกัน

จากหน้าแรก มีแต่ข่าวน่าเบื่อ
เข้าหน้าใน ก็ยังน่าเบื่อ
จนมาหน้าบันเทิง เออ ค่อยมีอะไรน่าอ่านหน่อย

หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ ฉบับที่ 22,080 วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2553 อาจจะเป็นเหมือนหนังสือพิมพ์รายวันทั่วไปที่ผมได้อ่านมาทุกวัน มีคอลัมน์ที่เห็นจนชินตา อ่านอยู่ประจำ… แต่วันนี้มีอะไรที่มีค่าพอให้ผมหยิบมันมาเป็นข้ออ้างอิง

ชาวเรือนพชรานุชิตนัดรวมพลกันไปทำบุญที่สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านปากเกร็ด (ไม่แม่นเรื่องชื่อนะ ถ้าผิดพลาดขออภัย) ในวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2553 (ซึ่งก็คือวันนี้ล่ะ) นัดกัน 10 โมงเช้านะครับ จบจากการทำบุญแล้ว เราก็จะไปทานอาหารร่วมกันในช่วงบ่าย (ตามที่เจ้าเอิง - รัก ได้ส่งข่าวไว้) ที่ร้าน Chanaepan หรือ ชานเนปัล

หนึ่งเหตุผลที่เลือกร้าน ชิมิส์ฮะ

อาจจะกล่าว (เข้าข้างอารมณ์จิ้นของตัวเอง) ได้ว่า มันคือ Destiny เพราะคอลัมน์ ชวนชิม โดย แม่พลอย ในหน้า 25 ได้มีการเขียนแนะนำร้านนี้พอดิบพอดี เลยขอคัดย่อเอามา เผื่อให้ทุกคนได้รับทราบว่าเราจะได้ชิมอะไรกันบ้างนะครับ

Logo

‘ชานเนปัล’ รวมรสนานาชาติ
…เมนูนานาชาติที่ร้าน ชานเนปัล (Chanaepan) ที่มีบรรยากาศสุดชิล สนุกสนาน เฮฮาตามประสามวลมิตร ในซอยวิภาวดี 42 ย่านวิภาวดีรังสิต…
…มีอาหารในแบบเมนูนานาชาติให้เลือกลิ้มรส…
…ถ้าใครชอบทานอาหารอินเดียเป็นชีวิตจิตใจ ตั้งใจแนะนำให้ทาน กาลิกนานกับแกงกะหรี่ไก่…


…แดนทอรี่ ชิกเก้น สีสันสีแดงด้วยเครื่องเทศ… เนื้อไก่นุ่ม… แม่พลอยชอบมาก…

…เมนูแบบไทยมี ไก่กระเทียม… รสชาติโดนใจเพราะเข้าถึงเครื่องเคราทั้งกระเทียมและซอสที่ใช้หมัก…

…ลี้ความจำเจจากเมนูไก่ มานั่งทาน กุ้งพริกเกลือ… รสชาติออกจัดจ้านเผ็ดซ่านลิ้น เป็นที่ถูกใจของคนชอบทานรสจัด…

…เมนูอาหารจีนรสชาติกลางๆ มี เต้าหู้ทรงเครื่อง… อร่อยนุ่มลิ้น…

…ปิดท้ายด้วย ซี่โครงหมูอบถั่วลันเตา… มัน นุ่ม ทานง่าย เนื้อไม่เหนียวไม่ติดกระดูก…
…เส้นทางที่ใช้เน้นเส้นวิภาวดีรังสิตขาเข้า ขับตรงมาเรื่อยจนถึงปั๊มน้ำมันเชลล์ ขับเลยมาประมาณ 10 เมตร เจอชื่อบอกซอยวิภาวดี 42 หรือซอยท่านผู้หญิงพหลฯ เลี้ยวซ้ายขับตรงมา สังเกตป้ายชื่อร้านด้านขวามือให้เลี้ยวขวา ตรงไป เจอร้านสีสันสดใส หาที่จอดรถตามสะดวกทั้งบริเวณหน้าร้านและด้านข้าง สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ 0-2558-0048-50 และ 08-3448-3333.

จบบทคัดย่อไป… คงพอเรียกน้ำย่อยได้บ้างไม่มากก็น้อย ณ จุดนี้ บ่าวเฟนแสบท้อง หิวมาก น้ำลายสอแล้วสิ… แต่ประเด็นสำคัญคือ ปกติแล้วร้านนี้เขาเปิด 17.30-01.00 น. เพราะฉะนั้น คาดว่าทีมงานผู้จัดมีตติ้งในครั้งนี้คงได้นัดแนะกับทางร้านเอาไว้แล้ว

มาเวิ่นเว้อต่อเนื่อง แม้เวลาจะผ่านมากว่า 3 เดือนแล้วที่ละคร พรุ่งนี้ก็รักเธอ จบลงไป แต่บ่าวเรือนพชรานุชิตก็ยังคงเวิ่นเว้อไปกับสองหนุ่มที่นำพาพวกเราทุกคนให้มารู้จักกัน พูดคุยกัน พบปะสังสรรค์กัน

เจอกันนะครับ ทุกคน

Comments

Wednesday March 24, 2010 at 11:51

1 note
“Candle’s light flickered in the cool night wind,
mind covered with all of our sins.
I walked towards the darkness alone,
the coldness of the breeze froze my bones.
I thought we were going there,
but realized you left me out in a nowhere.
Why, oh, why you were such a beast,
send me a message, please, at least.”

— Me, out of the blue…

Comments

Page 1 of 6